บทที่ 6 สารถียามจำเป็น 1

ท้องฟ้าสีเทาทะมึนในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันพฤหัสบดีส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้ามาเป็นชั่วโมงแล้ว เมฆฝนก้อนมหึมาลอยต่ำจนแทบจะสัมผัสยอดตึกระฟ้า กลิ่นอายความชื้นในอากาศอบอ้าวเสียจนเหงื่อกาฬไหลย้อยแผ่นหลัง

กะทิยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ ผมเผ้าที่มัดรวบไว้อย่างลวกๆ เริ่มหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง เธอกำลังยืนหอบหายใจอยู่ที่ลานจอดรถด้านหน้าไปรษณีย์สาขาใหญ่ประจำอำเภอ หลังจากที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจแบกกล่องพัสดุเกือบห้าสิบกล่องลงจากรถและจัดส่งให้ลูกค้าจนครบ

หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะคนขับของรถอีโคคาร์คู่ใจ รถคันนี้อายุอานามก็ปาเข้าไปเจ็ดปีแล้ว สภาพภายนอกมีรอยขีดข่วนตามกาลเวลา ภายในมีกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นมะลิจางๆ ที่ยายจำปีชอบ

"เสร็จสักที วันนี้ยอดเยอะซะด้วย กลับไปคงต้องฉลองหมูกระทะ... เอ้ย สุกี้น้ำสักหน่อยแล้ว"

กะทิพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี แม้ร่างกายจะล้าจนแทบยกแขนไม่ขึ้น แต่พอคิดถึงยอดเงินที่จะโอนเข้าบัญชีในวันพรุ่งนี้ ความเหนื่อยก็มลายหายไปจนหมด

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวทำเอากะทิสะดุ้งโหยง ไม่ทันไรเม็ดฝนขนาดใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้ารั่ว ทัศนวิสัยเบื้องหน้ากลายเป็นสีขาวโพลนด้วยม่านน้ำฝน กะทิรีบบิดกุญแจรถเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ หวังจะรีบขับกลับบ้านก่อนที่น้ำจะท่วมขังรอการระบาย

แชะ... แชะ... แชะ...

เสียงไดสตาร์ตทำงานอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเงียบเสียงลงไปดื้อๆ

หัวใจของกะทิหล่นวูบ เธอทดลองบิดกุญแจอีกครั้ง

แชะ... เงียบ

"อย่าบอกนะ... ไม่เอานะลูกแม่ อย่ามางอแงตอนนี้นะ"

เธอลองอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม เครื่องยนต์เงียบสนิท มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคารถดังเปาะแปะเยาะเย้ยความโชคร้ายของเธอ

กะทิทุบพวงมาลัยเบาๆ ด้วยความเจ็บใจ แบตเตอรี่หมด หรือไดชาร์จพัง หรืออะไรสักอย่างที่เธอไม่รู้เรื่องเลยสักนิด หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู หวังจะโทรหาอู่ซ่อมรถขาประจำ แต่หน้าจอกลับแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่มีสัญญาณ ฝนตกหนักขนาดนี้ สัญญาณโทรศัพท์คงล่มตามระเบียบ

ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาพร้อมกับพายุฝน กะทินั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะรถ ความหนาวเย็นเริ่มแทรกซึมเข้ามาแทนที่ความอบอ้าว เธอติดแหง็กอยู่ที่นี่ ไปไหนก็ไม่ได้ จะลงไปโบกรถก็เปียกปอน แถมบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มวังเวงเพราะคนอื่นขับรถออกไปกันหมดแล้ว

ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเกาะกินใจ แสงไฟหน้ารถสีขาวนวลสว่างจ้าแบบ LED ก็สาดส่องเข้ามาทางกระจกมองหลัง ตัดผ่านม่านฝนอย่างทรงพลัง รถยนต์หรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี สีดำเงาวับ แล่นฝ่าสายฝนเข้ามาจอดเทียบข้างรถคันเล็กของเธออย่างนิ่มนวล กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ

กะทิหรี่ตามองฝ่าม่านฝน พยายามดูว่าใคร กระจกรถคันหรูลดลงเพียงครึ่งบาน เผยให้เห็นใบหน้าคมคายของชายวัยกลางคนที่คุ้นตาเหลือเกิน เขาไม่ได้สวมแว่นกันแดด แต่สายตาที่มองมานั้นคมกริบยิ่งกว่า

หมอภิภพ

"รถเป็นอะไรครับ"

เสียงทุ้มตะโกนแข่งกับเสียงฝน แต่กะทิได้ยินชัดเจน เธอรีบลดกระจกลงนิดหน่อย พอให้เสียงลอดผ่านได้

"สะ... สตาร์ตไม่ติดค่ะคุณหมอ สงสัยแบตหมดค่ะ" เธอตะโกนตอบ

หมอภิภพไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดประตูรถลงมาทันทีโดยมีร่มคันใหญ่สีดำในมือ ร่างสูงใหญ่ในชุด เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้ม ที่พับแขนขึ้นอย่างทะมัดทะแมงเดินอ้อมมาที่รถของเธออย่างไม่กลัวเปียก

เขาเคาะกระจกฝั่งเธอเป็นเชิงสั่งให้เปิดประตู

กะทิรีบปลดล็อกประตู หมอภิภพเปิดประตูรถออก ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถเธอไม่มีเหลือแล้ว มีแต่ไอร้อนอบอ้าว

"ลงมา" เขาออกคำสั่งสั้นๆ

"คะ? แต่ฝนตกหนักมากเลยนะคะคุณหมอ เดี๋ยวคุณหมอเปียก"

"ผมบอกให้ลงมา" เสียงเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย แววตาดุๆ เริ่มทำงาน "คุณจะนั่งดมก๊าซคาร์บอนในรถหรือไง ลงมาเดี๋ยวนี้ ผมจะไปส่ง"

กะทิไม่มีทางเลือก เธอคว้ากระเป๋าสะพายแล้วก้าวลงจากรถ หมอภิภพขยับร่มเข้ามาบังฝนให้เธอจนมิด ตัวเขาเองไหล่เปียกไปข้างหนึ่งเพราะเสื้อเชิ้ตสีเทาเริ่มมีรอยน้ำซึมเป็นวงกว้าง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจ

"ล็อกรถให้เรียบร้อย เดี๋ยวผมโทรเรียกช่างศูนย์ให้มาลากไปซ่อม"

"ตะ... แต่ว่า"

"เร็วๆ ครับ ฝนสาด"

กะทิรีบกดรีโมตล็อกรถ แล้วเดินตัวลีบเข้าไปอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกับเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นฝนทำให้ใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ

เขาพาเธอเดินไปที่รถเบนซ์คันใหญ่ เปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้เธอขึ้นไปนั่ง ก่อนจะปิดประตูให้อย่างเบามือ แล้วรีบเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ

ภายในรถของหมอภิภพเงียบกริบและเย็นฉ่ำ กลิ่นหอมของเครื่องหนังราคาแพงลอยอบอวล เบาะหนังสีน้ำตาลโอบรับสรีระของเธออย่างนุ่มนวล แต่กะทิกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เธอพยายามนั่งห่อไหล่ ขยับตัวให้ชิดประตูมากที่สุด กลัวว่าเสื้อผ้าชื้นเหงื่อของตัวเองจะทำให้เบาะรถเขาเปื้อน

หมอภิภพขึ้นมานั่งประจำที่ เขาพับร่มเก็บวางไว้ที่วางเท้าฝั่งคนนั่งด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน

"ฮัลโหล ช่างสมชายใช่ไหม ผมหมอภิภพนะ... พอดีมีรถเพื่อนผมเสียอยู่ที่ไปรษณีย์อำเภอ ช่วยเอารถสไลด์มายกไปดูให้หน่อย... ครับ เดี๋ยวผมส่งโลเคชันให้... ขอบคุณครับ"

เขาวางสาย แล้วหันมามองกะทิที่นั่งตัวเกร็งอยู่

"เรียบร้อย ช่างจะมาจัดการให้พรุ่งนี้เช้า คืนนี้คงต้องทิ้งรถไว้ที่นี่ก่อน รปภ. ที่นี่ไว้ใจได้"

"ขอบคุณค่ะคุณหมอ... แล้วก็ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ลำบาก" กะทิยกมือไหว้อย่างเกรงใจสุดซึ้ง

"กะทิรบกวนคุณหมอไปส่งที่หน้าปากซอยโรงพยาบาลก็ได้ค่ะ เดี๋ยวต่อรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปเอง"

หมอภิภพไม่ตอบ เขาเข้าเกียร์แล้วออกรถนิ่มนวล เครื่องยนต์เดินเรียบจนแทบไม่ได้ยินเสียง

"บ้านคุณอยู่ไหน"

"เอ่อ... อยู่ซอยข้างโรงพยาบาลค่ะ เข้าไปลึกหน่อย"

"บอกทางมา ผมจะไปส่งถึงหน้าบ้าน"

"ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะคุณหมอ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่แล้ว"

"ฝนตกหนักขนาดนี้ มอเตอร์ไซค์วินที่ไหนจะวิ่ง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตามองตรงไปข้างหน้า "บอกทางมาครับ อย่าดื้อ"

คำว่า อย่าดื้อ ของเขาชะงัดนัก กะทิเม้มปากแน่น ยอมบอกเส้นทางแต่โดยดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป